บางคนนั้นอาจจะเป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียวลำพัง ไม่ชอบที่จะเข้าสังคมหรือสังสรรค์อะไรกับใคร เพราะการอยู่คนเดียวนั้นก็มีความสุขสุดๆแล้ว ไม่ต้องเอาความรู้สึกไปฝากไว้กับใคร และไม่ต้องคอยคาดหวังอะไรจากใคร  ซึ่งประมาณ 50% ของประชากรบนโลกจัดว่าเป็นคนที่ชอบเก็บตัว ซึ่งหมายความว่าพวกเขาก็มักจะสามารถใช้เวลาอยู่กับตัวเองตามลำพังได้เป็นอย่างดีและถึงแม้ว่าการอยู่คนเดียวนั้นจะทำให้รู้สึกสบายใจกว่าก็ตาม แต่ในบางครั้งการอยู่คนเดียวมาเป็นเวลานานนั้นก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นจนส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้เช่นกัน จึงถือได้ว่าการชอบอยู่คนเดียวนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราต้องรู้จักแยกแยะให้ได้

ข้อดีของการชอบอยู่คนเดียว

1.การอยู่คนเดียวทำให้สมองของเราได้รับการเติมพลัง
     การเข้าสังคมมักจะส่งผลดีต่อการทำงานของสมองก็จริง แต่ในบางครั้งการปิดสมองของคุณก็เป็นประโยชน์เช่นกัน สมองของเรานั้นต้องการความสมดุล ในขณะที่การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็มีความสำคัญต่อการทำงานของสมองบางส่วน แต่เวลาอยู่คนเดียวก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสมองของเราในการผ่อนคลายและเติมพลัง อย่างบ้านที่ว่างเปล่าปราศจากสิ่งรบกวนช่วยให้คุณปลอดโปร่งและเริ่มคิดได้ชัดเจนขึ้น

2.การอยู่คนเดียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
     การทำงานเป็นกลุ่มมักได้รับการยกย่องว่าเป็นการทำให้การทำงานร่วมกันดีขึ้นและสามารถนำไปสู่แนวคิดใหม่ๆ แต่ก็อาจทำให้เกิดการเสียสมาธิได้เช่นกัน แม้แต่การพยายามที่จะมุ่งเน้นไปในสิ่งต่างๆมากกว่าหนึ่งสิ่งในแต่ละครั้ง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถลดประสิทธิภาพโดยรวมของการทำงานได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีความสนใจในการมุ่งเน้นไปที่โปรเจ็กต์เดี่ยว แต่คุณก็สามารถลดสิ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงได้ เพียงแค่มุ่งเน้นไปที่การทำงานทีละงาน

แม้ว่าในปัจจุบันมีสำนักงานจำนวนมากที่จะเริ่มสร้างโต๊ะทำงานแบบเปิด เพื่อให้ทุกคนสามารถสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แต่จากการศึกษานั้นแสดงให้เห็นว่าผู้คนจะรายล้อมไปด้วยการทำลายประสิทธิภาพการทำงานแทนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ผู้คนกลับทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมีความเป็นส่วนตัวเพียงเล็กน้อย

3.การอยู่คนเดียวช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์
     มันมีเหตุผลที่พวกนักเขียน หรือศิลปินจำนวนมากต้องการปลีกวิเวกไปตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะไปปีนเขา เข้าป่าอยู่กับธรรมชาติ หรือแม้แต่ในสตูดิโอส่วนตัวเพื่อที่จะทำงาน การอยู่คนเดียวกับความคิดของคุณทำให้สมองของคุณมีโอกาสที่จะมีอิสระ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นนั่นเอง

การระดมความคิดร่วมกันมักถูกมองว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ แต่ในขณะนี้มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนมีแนวโน้มที่จะคิดไอเดียที่ดีที่สุดด้วยตนเองมากกว่าในระหว่างการประชุมระดมความคิดแบบกลุ่ม

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนมักจะอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์จากผู้อื่น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเราหลายคนสามารถคิดได้อย่างอิสระมากขึ้นและแสดงออกอย่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อเราอยู่คนเดียว นอกจากนี้การอยู่คนเดียวทำให้เราสามารถไตร่ตรองและคิดต่างออกไปได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงความกดดันทางสังคม

4.การอยู่คนเดียวสามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ
     มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้อื่น แต่การอยู่คนเดียวก็อาจจะสำคัญพอๆกัน และยังมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการอดทนต่อเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวได้นั้น มีผลกับความสุขที่เพิ่มขึ้น มีความพึงพอใจในชีวิตที่มากขึ้นและมีการจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น ทำให้คนที่ชอบอยู่คนเดียวนั้นจะมีอาการซึมเศร้าที่น้อยลง

5.การอยู่คนเดียวทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น
     การอยู่กับตัวเองคนเดียวทำให้เราสามารถคิดได้โดยปราศจากแรงกดดัน หรือปัจจัยจากภายนอก ซึ่งมันก็จะช่วยให้เราสามารถเห็นตัวตน และความคิดของตัวเองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่เราถูกรายล้อมไปด้วยผู้คน เราก็มักจะต้องคอยสังเกตปฏิกิริยาของคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลาว่าเราควรจะพูด หรือทำบางอย่างที่เราคิดว่าดีหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุให้การอยู่คนเดียวนั้นจะทำให้คุณสามารถที่จะค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้ โดยไม่ต้องว่ากังวลว่าจะถูกจำกัดด้วยความคิดที่แตกต่างของผู้อื่น
และถึงแม้ว่าการชอบอยู่คนเดียวจะมีข้อดีอยู่มากก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียอยู่เลย

ข้อเสียของการชอบอยู่คนเดียว

1.การอยู่คนเดียวทำให้เกิดการแทรกแซงจากเสียงในหัวของตนเอง
     การอยู่กับความคิดของเราคนเดียวไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป ความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นจากการอยู่คนเดียวอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความคิดในเชิงลบและการวิพากวิจารณ์ตนเอง ซึ่งเราทุกคนล้วนมีเสียงที่คอยทำตัวเป็นโค้ชนิสัยแย่ๆ อยู่ข้างในหัวเราเสมอและพยายามหาโอกาสที่จะวิพากวิจารณ์ตัวเราเอง

“เสียงวิพากวิจารณ์ในหัวเรา” เหล่านี้มักจะเริ่มดังขึ้นก็ต่อเมื่อเราถูกทิ้งให้อยู่กับความคิดของเราคนเดียว และมันก็จะแย่ที่สุดเมื่อเราไม่เพียงแต่อยู่คนเดียวเท่านั้น แต่ยังมีความรู้สึกเหงาอีกด้วย ในเวลานั้นเสียงในหัวเราจะบอกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับเรา ซึ่งในกรณีนี้เท่ากับว่าเราก็คือศัตรูที่น่ากลัวของตัวเราเอง

2.การอยู่คนเดียวอาจนำไปสู่ความรู้สึกเหงา หรือโดดเดี่ยว
     จอห์น คาซิออปโป ซึ่งเป็นนักประสาทวิทยา ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความเหงาและได้ให้คำจำกัดความของความเหงาว่าเป็น “การรับรู้ถึงการถูกแบ่งแยกทางสังคม หรือความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คุณต้องการจากความสัมพันธ์ทางสังคมกับการรับรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคุณเหล่านั้น” ซึ่งในแง่นี้ความเหงาไม่ได้ถูกกำหนดโดยระยะเวลาที่เราอยู่คนเดียว แต่เป็นความรู้สึกของเราเกี่ยวกับเวลาที่อยู่คนเดียวต่างหาก

ความรู้สึกโดดเดี่ยวสามารถกระตุ้นความรู้สึกว่าไม่มีใครรักหรือไม่ชอบ ซึ่งอาจทำให้เราเปลี่ยน ความรู้สึกเหงาเป็นความเจ็บปวดในระดับร่างกายเช่นเดียวกับระดับอารมณ์ได้เช่นกัน จอห์น คาซิออปโปยังได้อธิบายไว้ว่า“ การไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก็เหมือนทำให้เกิดเสียงระฆังเตือนภัยแบบเดียวกันกับความหิวกระหายและความเจ็บปวดทางร่างกาย”

3.การอยู่คนเดียวอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า
     มีความเชื่อมโยงระหว่างความเหงาและความซึมเศร้ามายาวนาน ซึ่งการใช้เวลาอยู่คนเดียวและรู้สึกเหงาอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ในความเป็นจริงการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสมองที่โดดเดี่ยวมีความแตกต่างทางโครงสร้างและทางชีวเคมี เมื่อเรามีความเหงาการตอบสนองทางประสาทของพวกเขาต่อภาพและเหตุการณ์เชิงบวกจะถูกระงับ

ดังนั้นเราจึงรับรู้และมองโลกรอบตัวผ่านตัวกรองในเชิงลบ เราก็จะมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าสิ่งต่างๆ นั้นไร้ความหวังเมื่อเรามีความเหงา ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เราเรียกพลังงานเชิงบวกและความกล้าหาญเพื่อใช้ค้นหาความสุขและการเปลี่ยนแปลงได้ยากขึ้นกว่าเดิม

4.การอยู่คนเดียวอาจส่งผลแย่ต่อสุขภาพร่างกาย
     การใช้เวลาอยู่คนเดียวมากเกินไปแน่นอนว่าจะต้องส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของเรา และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการใช้เวลาอยู่คนเดียวกับความเหงา สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะระหว่างระยะเวลาที่คุณอยู่คนเดียวกับความรู้สึกของคุณในเวลาที่อยู่คนเดียว ความรู้สึกเหงาสามารถนำมาด้วยไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางอารมณ์เท่านั้น แต่เป็นความเจ็บปวดที่ส่งผลทางร่างกายอีกด้วย

การแยกตัวจากสังคมมากเกินไปนั้น มักจะส่งผลร้ายแรงต่อทั้งสุขภาพทางกายและสุขภาพใจ แต่กลับกันการใช้เวลากับตัวเองนั้นก็ยังมีประโยชน์อีกมากมายเช่นเดียวกัน ตราบใดที่คุณสามารถสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต โดยการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้คนที่คอยสนับสนุนตัวคุณในหลายๆ ด้าน โดยทำควบคู่ไปกับการใช้เวลาส่วนตัวด้วยการอยู่คนเดียวได้ เราก็จะไม่เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะด้วยตัวคนเดียวหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม