บทความ

“สวัสดีครับ ผมอยากจะเล่นประสบการณ์ชีวิตของตัวผมเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความทรงจำที่แตกต่างกันออกไป บทความนี้ผมจะมาเล่าการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ว่าช่วงไหนมักจะมีความสุขที่สุด ช่วงไหนมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบมากที่สุด “

ผมจะขอเล่าไปถึงตั้งแต่ชีวิตประถมเลยแล้วกัน ผมเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนดีเด่นอะไร และก็ไม่ได้เกเรขนาดไม่ฟังใคร ไม่เรียน ชีวิตช่วงประถมของผมถ้าถามว่ามีความสุขไหม ก็ถือว่าเป็นช่วงที่มีความสุขอยู่นะ มีเพื่อนที่เล่นกันเราได้ทุกวัน โรงเรียนที่ผมเรียนก็ไม่ได้ลำบากอะไร ครูก็ใจดีมาก บางโรงเรียนไม่ได้เป็นแบบนี้ เพราะบางโรงเรียนค่อนข้างกันดาร แต่ของผมโชคดีไง โรงเรียนอยู่ในเมือง เดินทางสะดวก แต่ถามว่ามันสุดไหม ไม่เท่าไหร่ กฎระเบียบเยอะ และด้วยความที่เรายังเด็ก มีอีกหลาย ๆ เรื่องที่เราไม่สามารถทำได้หรือยังไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ แต่ก็ถือว่าสนุกสุด ๆ ในช่วงอายุประมาณนั้น เรียนจบมาแบบสบาย ๆ เกรดเฉลี่ยกลาง ๆ ไม่น้อยไม่มากกว่าคนอื่น 

มาถึงชวงชีวิตมัธยมต้น ซึ่งต้องบอกก่อนว่าสังคมมันเปลี่ยนจากประถมไปเยอะมาก ๆ ช่วงนี้แหละครับ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของทางเดินชีวิตเราเลยก็ได้ สำหรับเด็กที่ครอบครัวไม่ได้มีธุรกิจส่วนตัวมาก่อนนะครับ ถ้าบางครอบครัวมีอยู่แล้ว ยังไงเขาก็ต้องเรียนสายนั้นมาเพื่อต่อยอดธุรกิจของครอบครัว แต่อย่างผมนี่สิ ต้องมองหาด้วยตัวเองว่าตัวเองชอบอะไร เรียนเก่งด้านไหน จบไปจะไปเรียนต่ออะไร เห้ออ บอกได้เลยว่าตอนนั้นค่อยข้างไม่มีจุดหมาย เรียนให้จบอย่างเดียว ขอให้ได้จบก็พอ ผมว่าชีวิตมัธยมต้นของผมไม่ดีเท่าไหร่เลย ได้แต่เล่น ๆ เรียน ๆ ไปวัน ๆ ไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก เพื่อนก็มีสนิทอยู่ไม่กี่คน ที่เหลือคือไม่รู้จักเลย เพราะผมเป็นเด็กนิ่ง ๆ ไม่ค่อยพูด เลยมีเพื่อนน้อย


และนี้คือช่วงชีวิตมัธยมปลายที่ผมค่อนข้างมีความสุขกับมันเลยแหละ ผมเรียนต่อสายสามัญ ห้องศิลป์-คำนวณ ที่โรงเรียนเดิมนั่นแหละ แต่ว่าผมเริ่มรู้จักเพื่อนมากขึ้น และผมเริ่มไม่อยู่ในกรอบ มีโดดเรียนบ้าง แต่ผมไม่ได้เป็นเด็กเกเรขนาดที่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับสิ่งเสพติด เพื่อนที่ผมคบก็ไม่มี แค่รักสนุกเที่ยวเล่นไปวัน ๆ เรื่องเรียนผมก็เหมือนเดิมครับ มีตั้งใจบ้างบางเวลา อยากทำอะไรก็ทำเพราะตัวเองเริ่มมีความคิดแล้ว ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและอยากจะทำมันโดยบางทีไม่ได้อยู่ในกรอบ เช่น โดดเรียนออกไปเล่นเกม เล่นบอล แต่บอกว่ามันสนุกมาก ยิ่งมีเพื่อนมากในช่วงนั้นยิ่งสนุกครับ ตาม ๆ กันไปแต่ไม่พากันไปในเรื่องที่เสีย ๆ หาย ๆ ผมว่าเพื่อนตอนสมัยมอปลายนั้นสุด ๆ แล้ว ไปไหนไปกัน ถึงไหนถึงกัน พออเราเรียนจบก็แยกย้ายกันไปทำตามความฝัน บางคนเรียนต่อ ผมเลือกที่จะไปเรียนต่อกับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันตอนมอปลาย

และก็มาถึงช่วงชีวิตที่อิสระมากที่สุด ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เพราะว่าได้อยู่หอ ช่วงนี้จะได้เจอสังคมที่กว้างมาก แต่ไม่สามารถโดดเรียนหรือทำตัวเหลวไหลได้เหมือนมอปลาย ตอนนั้นเรียนยังไงก็จบครับ แต่ตอนนี้ต้องพึ่งตัวเองหลัก ๆ ระเบียนวินัยที่ครูได้สอนมาได้ใช้ตอนนี้ทั้งหมดเลยครับ เกเรเละเทะ คือไม่จบแน่นอน แต่ผมก็ผ่านมันมาได้แบบชิว ๆ เพราะมีเพื่อนช่วยเตือนตลอด ก็พวกเพื่อนตอนมอปลายนั่นแหละครับ

และก็มาถึงช่วงชีวิตที่ยากเย็นที่สุด คือการหางานทำและทำงานครับ นี้คือการใช้ชีวิตจริง ๆ ที่เราได้เรียนมาทั้งหมด เอามาใช้ตอนนี้แหละ ผมบอกได้เลยว่า เอาความสบายที่ผ่านมาทิ้งไปให้หมด เอาวินัยที่ครูสอนมาทั้งหมดมาใช้กับตัวเอง เหนื่อยครับ ช่วงนี้แหละที่ผมจะพูดถึง อย่าไปคิดว่า จบเดี่ยวก็มีงานทำ จบมาจะได้ทำงานตรงสายที่เราเรียน เป็นบางคนครับ ที่จะได้ดั่งฝัน อย่าลืมว่าไม่ได้เป็นแค่เราคนเดียวที่ต้องดิ้นรน เพื่อนเรา คนอื่น ๆ ก็เป็นเหมือนเรา อย่าไปหวังพึ่งใครมาก เพราะเขาก็พยายามเหมือน ๆ กับเรา อย่างที่เรารู้ครับ ถ้าเราไม่มีงานทำ ก็จะไม่มีเงิน ถ้าเราไม่มีเงิน เราก็ไม่มีอะไรกินนอกจากจะขอเงินพ่อแม่ไปวัน ๆ ผมจบมาผมสามารถหางานได้ แต่ก็ใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ ผมก็ผ่านมาหลายที่เหมือนกัน ถึงบอกว่าเหนื่อยไงครับ กว่าจะได้งานที่เหมาะกับเรา ที่เรารัก มันไม่ใช่ง่าย ๆ อย่าหยุดพยายามครับ เพรถ้าเราหยุด เราจะไม่มีอะไรกิน

นี่แหละครับ ช่วงชีวิตทั้งหมดของผม ถามว่าช่วงไหนดีที่สุดนะเหรอ ผมว่าช่วงเรียนมอปลายครับ เพราะตอนนั้นเราจะมีเพื่อนเยอะมาก ๆ ทำให้เรามีสังคมที่กว้างมาจนถึงปัจจุบันได้เลยครับ แต่ให้คบทั้งหมดคงไม่ได้ เลือกเพื่อนที่เราไว้ใจมากที่สุดและคบให้นานที่สุดครับ เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการใช้ชีวิตของเราเลย