All posts by Ralph Perry

รักเรานี้ฉันจะไม่มีวันลืม

          พวกเราต่างเชื่อกันว่าที่ปลายด้านหนึ่งของด้ายแดงเป็นที่สถิตของความรักที่ถูกลิขิตไว้แล้ว ทุกคนล้วนแล้วแต่เคยได้ยินเรื่องราวที่กามเทพชักนำความรักทั้งนั้น คุณเชื่อหรือไม่ มีตำนานเล่าขานกันว่าถ้าหากกามเทพมัดด้ายแดงที่นิ้วก้อยของคนสองคน นั่นหมายความว่าคู่รักนั้นได้ถูกลิขิตกันแล้ว

        หลุยส์(นามสมมุติ) นักศึกษาซึ่งเป็นที่รู้จักของคณะพละศึกษา รูปหล่อ มองโลกแง่ดี เป็นผู้ชายที่ต้องตาต้องใจของทุกคน ทั้งที่มีผู้หญิงจำนวนมากเข้ามาหา แต่หลุยส์กลับไม่มีความคิดที่จะคบหาหญิงคนใดเลย ด้วยความที่ต้องใช้ชีวิตที่รัดตัวจึงทำให้ไม่มีเงินและไม่มีเวลาคบหาเพื่อนสาว เพื่อหาเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลพ่อ ค่าจ้างคนดูแล ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าเล่าเรียน ฯลฯ เขาตั้งแผงลอยขายของในย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่เมื่อพบเห็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ หลุยส์จึงจำต้องลากรถเข็นเข้าไปในตรอกเพื่อหลบหนีการจับกุม ทว่ารถเข็นได้ไปเกี่ยวกระโปรงแดงของผู้หญิงคนหนึ่งจนเกิดความเสียหาย เพื่อชดใช้ที่ทำกระโปรงเสียหาย หลุยส์จึงต้องนำเงินค่าจ้างคนดูแลพ่อออกมาใช้ก่อน นึกไม่ถึงว่ากลับทำให้พ่อซึ่งอยู่บ้านตามลำพังเป็นเหตุก่อให้เกิดอัคคีภัยขึ้นมา

        ผู้หญิงซึ่งถูกรถเข็นของหลุยส์เกี่ยวกระโปรงขาดในคืนนั้นมีชื่อว่ามาย(นามสมมุติ)  ครอบครัวมีฐานะร่ำรวย แต่เธอกลับใช้ชีวิตแตกต่างจากคุณหนูทั่วไป เมื่อเธอได้พบกับหลุยส์ไม่รู้ว่าเป็นโชคหรือเคราะห์กันแน่ หรือเป็นความสุขซึ่งตามมาภายหลัง ที่แท้ในคืนนั้นการที่มายปรากฏตัวที่นั่นและได้พบกับหลุยส์เป็นเพราะเธอกำลังตระเตรียมการเปิดร้านหนังสือซึ่งอยู่ในตรอกนั้นนั่นเอง นึกไม่ถึงกลับได้ลาภลอยโดยไม่คาดคิด หลังจากที่มายรับเงินชดใช้กระโปรงที่เสียหายจากหลุยส์แล้ว ต่อมาเธอถึงรู้ความจริงว่าเป็นเพราะหลุยส์นำเงินมาชดใช้กระโปรงที่เสียหายจนเป็นเหตุให้บ้านเกิดเพลิงไหม้ ด้วยเรื่องนี้ทำให้มายรู้สึกผิดจึงแอบให้ความช่วยเหลือด้วยการสร้างบ้านหลังใหม่ให้หลุยส์ชดใช้ความผิดของเธอ เธอเชื่อว่าเบียร์เป็นปลายอีกด้านหนึ่งของด้ายแดง ดวงชะตาลิขิตให้ทั้งสองเป็นคู่รักกัน ทว่าในสายตาของเบียร์ไม่ได้มองมายเป็นคนรัก แต่กลับเห็นเธอเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเบียร์ปฏิเสธมายทำให้หัวใจมาย) แทบแตกสลาย ราวกับถูกควักดวงใจออกไปทั้งดวง ทำให้ศรัทธาในความรักอันแสนบริสุทธิ์ที่บ่มเพาะมาเป็นเวลานานต้องพังทลายลง แต่ในเวลาเดียวกันเรื่องที่มายแอบสร้างบ้านหลังใหม่ให้หลุยส์ก็ถูกเปิดเผยออกมา หลุยส์เข้าใจผิดคิดว่าการที่มายทำดีต่อตนนั้นเพียงเพราะเห็นใจตนเท่านั้น สำหรับเธอแล้วชีวิตคนจนเป็นของแปลก ทำให้เกียรติและศักดิ์ศรีของหลุยส์ถูกทำลายลง ในที่สุดหลุยส์ก็ระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมา

        หลังจากที่มายสงบจิตใจได้แล้วก็เปิดเผยความในใจออกมาว่าที่ผ่านมาเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพลิงไหม้บ้านของหลุยส์เธอรู้สึกผิดและละอายใจมาโดยตลอด เมื่อเห็นมาย  น้ำตาไหลพรากแสดงความจริงใจออกมาก็ทำให้หลุยส์มีท่าทีอ่อนลง หลังจากที่หลุยส์เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของมายแล้วกลับทำให้หลุยส์รู้สึกผิดที่ทำให้มายนั้นร้องไห้ เมื่อคนทั้งสองปรับความเข้าใจกันได้ก็ทำให้ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจากคนแปลกหน้าสองคน ด้วยความบังเอิญของด้ายแดงทำให้คนทั้งสองต่างปรับตัวเข้าหากัน รับรู้สุขทุกข์กันและกัน หรือนี่คือปาฏิหาริย์ของบุพเพสันนิวาส ยิ่งมายและหลุยส์สนิทสนมกันยิ่งทำให้ทั้งสองอาลัยอาวรณ์กันและกัน

        ทำให้มายพบความจริงว่าที่แท้ความรักไม่จำต้องกำหนดกฏเกณฑ์ ขอเพียงกล้าหาญตามหาและอุทิศให้ความรัก ความรักเป็นสิ่งที่ไม่ต้องไขว่คว้า ที่แท้ความรักได้กำหนดอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตไว้ที่เธอ ขอเพียงรอคอยดวงชะตามาถึงเท่านั้น ระหว่างที่หลุยส์และมายคบหากัน หลุยส์พบว่ามายหญิงสาวซึ่งมีชาติตระกูลที่ดี แต่กลับไม่ได้ยึดติดโดยช่วยเหลือตนทำงานส่งยา ทั้งยังช่วยตนตั้งแผงลอยขายของ ที่สำคัญมายยังช่วยดูแลพ่อของตนด้วยความเต็มใจอีกด้วย ทุกสิ่งที่เธอทำลงไปมาจากน้ำใสใจจริงของเธอจริงๆ ไม่เคยรังเกียจตนแม้แต่น้อย ทำให้หลุยส์สามารถยืนหยัดเข้มแข็ง มีที่พึ่ง ไม่ต้องอ้างว้างเดียวดายอีกต่อไป หลายปีผ่านมาสถานการณ์ก็ดีขึ้น ทั้งการเงิน ครอบครัว ความรักก็ลงตัว ทำให้หลุยส์พบเจอคู่ชีวิตที่ดีและพบเจอความสุขที่แท้จริงและจะไม่มีวันลืม

 

5 วิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากคนขี้เกียจให้ขยันได้ภายในหนึ่งวัน

อีกหนึ่งอุปสรรคในการทำงานและการเรียน คือความขี้เกียจ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า ความขี้เกียจนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง แต่ขอบอกเลยว่าความขี้เกียจเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะมันคือปัญหาเชิงจิตวิทยาที่แก้ได้ยากมาก ๆ เพราะความขี้เกียจมันออกมาจากตัวเราเอง ออกมาจากจิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกคือสิ่งที่ไม่สามารถห้ามมันไว้ได้มากที่สุด

โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการที่คุณอาจจะสามารถใช้ได้ผลในการขจัดความขี้เกียจให้หมดได้ภายในหนึ่งวัน

1.ตั้งเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างแรงจูงใจ

เมื่อรามีเป้าหมายเราก็จะสามารถผลักดันตัวเองได้ เมื่อเรามีเป้าหมายความต้องการที่จะทำงานของเราก็จะสูงขึ้น นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มักจะได้ผลสำหรับคนขี้เกียจ โดยเป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ แต่ขอให้เป็นเป้าหมายที่ต้องการจริง ๆ โดยจะต้องเป็นเป้าหมายที่มีรูปธรรม สามารถแตะต้องได้ และสามารถที่จะบรรลุได้เมื่อทำงานเสร็จ ไม่ว่าจะเป็น วันนี้ต้องทำงานเสร็จก่อนสี่โมงจะได้ไปเล่นเกม วันนี้จะต้องเลิกงานตรงเวลาจะได้ไปหาคนรัก แบบนี้เป็นต้น

2.ให้รางวัลตัวเองหลังจากทำเป้าหมายสำเร็จ

แม้ว่าบางคนอาจจะไม่มีคนที่คอยให้กำลังใจหรือกล่าวคำชมเมื่องานเสร็จ แต่เราก็สามารถที่จะให้รางวัลตัวเองได่ เปรียบเสมือนการทำเควสหรือการทำภารกิจในเกม เมื่อสำเร็จก็ได้รับรางวัล เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณมีเป้าหมายในการทำงานมากขึ้นนอกจากเป้าหมายหลัก ไม่ว่าจะเป็น หลังจากทำงานเสร็จจะซื้อขนมให้ตัวเองกินโดยไม่แคร์ความอ้วน หรือ หลังจากทำงานเสร็จจะเปย์ตัวเองด้วยการซื้อของฟุ่มเฟือย

3.ให้เพื่อนช่วยผลักดันอีกแรง

สำหรับใครที่มีเพื่อนหรือมีคนรอบข้างก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ โดยคุณจะต้องคอยเตือนเพื่อนหรือคนรอบข้างตลอดว่า ให้ด่าคุณ ให้เตือนคุณเมื่อคุณขี้เกียจ โดยจะต้องสัญญากับตัวเองและเพื่อนว่า ถ้าโดนด่าจะต้องไม่โกรธ จะต้องไม่น้อยใจ และเพื่อนสามารถที่จะด่าแรงแค่ไหนก็ได้เพื่อให้คุณรู้ตัว ดังนั้นวิธีนี้อาจจะเจ็บนิดหน่อยเพราะยิ่งขี้เกียจมากยิ่งโดนด่ามาก แต่เราขอบอกเลยว่าวิธีนี้ได้ผลอย่างแน่นอน

4.นาฬิกาปลุก โน้ต โพสต์อิท ทำทุกอย่างเพื่อเตือนตัวเอง

หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ หรือเป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครคบ คุณอาจจะลองวิธีนี้ดูก็ได้ โดยวิธีนี้คุณจะต้องคอยแปะโพสต์อิท ตั้งนาฬิกาปลุก หรือตั้งวอลเปเปอร์เพื่อเตือนใจตัวเองไม่ให้ขี้เกียจ คิดถึงผลกระทบที่จะตามมาหากขี้เกียจ คิดถึงความหายนะหากขี้เกียจ สร้างไฟให้ตัวเอง สิ่งนี้จะทำให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยาก

5.รอให้หายนะมาถึง

วิธีสุดท้ายที่ไม่แนะนำ แต่ได้ผลมากที่สุด เมื่อหายนะมาถึง ความขี้เกียจจะหายไป แต่ความชิบหายจะมาแทนที่ เมื่อคุณเดือดร้อน คุณจะหาทุกวิถีทางทำยังไงให้ตัวเองรอดจากสถานการณ์เลวร้ายแบบนั้น แม้ว่านี่อาจจะทำให้ชีวิตคุณเดือดร้อนแบบซีเรียส แต่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่บอกเลยว่าได้ผลทุกคน ถ้าขี้เกียจ ก็ชิบหาย ท่องคำนี้ไว้ แล้วจะไม่ขี้เกียจเอง 

แน่นอนว่าความขี้เกียจไม่ได้มีแค่ในวัยทำงาน วัยเรียนก็เช่นกัน และความขี้เกียจก็ไม่ใช่เรื่องผิด ใคร ๆ ก็สามารถขี้เกียจได้ทั้งนั้น แต่เมื่อขี้เกียจแล้วก็ต้องจัดการกับความขี้เกียจนั้นให้ได้ จัดการกับปัญหาที่จะตามมาให้ได้ ขี้เกียจพอเป็นสีสันชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าขี้เกียจจนเดือดร้อนก็ไม่แนะนำเท่าไหร่เลยนะ

ความสุขในแต่ละช่วงชีวิต

บทความ

“สวัสดีครับ ผมอยากจะเล่นประสบการณ์ชีวิตของตัวผมเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความทรงจำที่แตกต่างกันออกไป บทความนี้ผมจะมาเล่าการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ว่าช่วงไหนมักจะมีความสุขที่สุด ช่วงไหนมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบมากที่สุด “

ผมจะขอเล่าไปถึงตั้งแต่ชีวิตประถมเลยแล้วกัน ผมเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนดีเด่นอะไร และก็ไม่ได้เกเรขนาดไม่ฟังใคร ไม่เรียน ชีวิตช่วงประถมของผมถ้าถามว่ามีความสุขไหม ก็ถือว่าเป็นช่วงที่มีความสุขอยู่นะ มีเพื่อนที่เล่นกันเราได้ทุกวัน โรงเรียนที่ผมเรียนก็ไม่ได้ลำบากอะไร ครูก็ใจดีมาก บางโรงเรียนไม่ได้เป็นแบบนี้ เพราะบางโรงเรียนค่อนข้างกันดาร แต่ของผมโชคดีไง โรงเรียนอยู่ในเมือง เดินทางสะดวก แต่ถามว่ามันสุดไหม ไม่เท่าไหร่ กฎระเบียบเยอะ และด้วยความที่เรายังเด็ก มีอีกหลาย ๆ เรื่องที่เราไม่สามารถทำได้หรือยังไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ แต่ก็ถือว่าสนุกสุด ๆ ในช่วงอายุประมาณนั้น เรียนจบมาแบบสบาย ๆ เกรดเฉลี่ยกลาง ๆ ไม่น้อยไม่มากกว่าคนอื่น 

มาถึงชวงชีวิตมัธยมต้น ซึ่งต้องบอกก่อนว่าสังคมมันเปลี่ยนจากประถมไปเยอะมาก ๆ ช่วงนี้แหละครับ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของทางเดินชีวิตเราเลยก็ได้ สำหรับเด็กที่ครอบครัวไม่ได้มีธุรกิจส่วนตัวมาก่อนนะครับ ถ้าบางครอบครัวมีอยู่แล้ว ยังไงเขาก็ต้องเรียนสายนั้นมาเพื่อต่อยอดธุรกิจของครอบครัว แต่อย่างผมนี่สิ ต้องมองหาด้วยตัวเองว่าตัวเองชอบอะไร เรียนเก่งด้านไหน จบไปจะไปเรียนต่ออะไร เห้ออ บอกได้เลยว่าตอนนั้นค่อยข้างไม่มีจุดหมาย เรียนให้จบอย่างเดียว ขอให้ได้จบก็พอ ผมว่าชีวิตมัธยมต้นของผมไม่ดีเท่าไหร่เลย ได้แต่เล่น ๆ เรียน ๆ ไปวัน ๆ ไม่ได้จริงจังกับมันมากนัก เพื่อนก็มีสนิทอยู่ไม่กี่คน ที่เหลือคือไม่รู้จักเลย เพราะผมเป็นเด็กนิ่ง ๆ ไม่ค่อยพูด เลยมีเพื่อนน้อย


และนี้คือช่วงชีวิตมัธยมปลายที่ผมค่อนข้างมีความสุขกับมันเลยแหละ ผมเรียนต่อสายสามัญ ห้องศิลป์-คำนวณ ที่โรงเรียนเดิมนั่นแหละ แต่ว่าผมเริ่มรู้จักเพื่อนมากขึ้น และผมเริ่มไม่อยู่ในกรอบ มีโดดเรียนบ้าง แต่ผมไม่ได้เป็นเด็กเกเรขนาดที่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับสิ่งเสพติด เพื่อนที่ผมคบก็ไม่มี แค่รักสนุกเที่ยวเล่นไปวัน ๆ เรื่องเรียนผมก็เหมือนเดิมครับ มีตั้งใจบ้างบางเวลา อยากทำอะไรก็ทำเพราะตัวเองเริ่มมีความคิดแล้ว ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและอยากจะทำมันโดยบางทีไม่ได้อยู่ในกรอบ เช่น โดดเรียนออกไปเล่นเกม เล่นบอล แต่บอกว่ามันสนุกมาก ยิ่งมีเพื่อนมากในช่วงนั้นยิ่งสนุกครับ ตาม ๆ กันไปแต่ไม่พากันไปในเรื่องที่เสีย ๆ หาย ๆ ผมว่าเพื่อนตอนสมัยมอปลายนั้นสุด ๆ แล้ว ไปไหนไปกัน ถึงไหนถึงกัน พออเราเรียนจบก็แยกย้ายกันไปทำตามความฝัน บางคนเรียนต่อ ผมเลือกที่จะไปเรียนต่อกับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันตอนมอปลาย

และก็มาถึงช่วงชีวิตที่อิสระมากที่สุด ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เพราะว่าได้อยู่หอ ช่วงนี้จะได้เจอสังคมที่กว้างมาก แต่ไม่สามารถโดดเรียนหรือทำตัวเหลวไหลได้เหมือนมอปลาย ตอนนั้นเรียนยังไงก็จบครับ แต่ตอนนี้ต้องพึ่งตัวเองหลัก ๆ ระเบียนวินัยที่ครูได้สอนมาได้ใช้ตอนนี้ทั้งหมดเลยครับ เกเรเละเทะ คือไม่จบแน่นอน แต่ผมก็ผ่านมันมาได้แบบชิว ๆ เพราะมีเพื่อนช่วยเตือนตลอด ก็พวกเพื่อนตอนมอปลายนั่นแหละครับ

และก็มาถึงช่วงชีวิตที่ยากเย็นที่สุด คือการหางานทำและทำงานครับ นี้คือการใช้ชีวิตจริง ๆ ที่เราได้เรียนมาทั้งหมด เอามาใช้ตอนนี้แหละ ผมบอกได้เลยว่า เอาความสบายที่ผ่านมาทิ้งไปให้หมด เอาวินัยที่ครูสอนมาทั้งหมดมาใช้กับตัวเอง เหนื่อยครับ ช่วงนี้แหละที่ผมจะพูดถึง อย่าไปคิดว่า จบเดี่ยวก็มีงานทำ จบมาจะได้ทำงานตรงสายที่เราเรียน เป็นบางคนครับ ที่จะได้ดั่งฝัน อย่าลืมว่าไม่ได้เป็นแค่เราคนเดียวที่ต้องดิ้นรน เพื่อนเรา คนอื่น ๆ ก็เป็นเหมือนเรา อย่าไปหวังพึ่งใครมาก เพราะเขาก็พยายามเหมือน ๆ กับเรา อย่างที่เรารู้ครับ ถ้าเราไม่มีงานทำ ก็จะไม่มีเงิน ถ้าเราไม่มีเงิน เราก็ไม่มีอะไรกินนอกจากจะขอเงินพ่อแม่ไปวัน ๆ ผมจบมาผมสามารถหางานได้ แต่ก็ใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ ผมก็ผ่านมาหลายที่เหมือนกัน ถึงบอกว่าเหนื่อยไงครับ กว่าจะได้งานที่เหมาะกับเรา ที่เรารัก มันไม่ใช่ง่าย ๆ อย่าหยุดพยายามครับ เพรถ้าเราหยุด เราจะไม่มีอะไรกิน

นี่แหละครับ ช่วงชีวิตทั้งหมดของผม ถามว่าช่วงไหนดีที่สุดนะเหรอ ผมว่าช่วงเรียนมอปลายครับ เพราะตอนนั้นเราจะมีเพื่อนเยอะมาก ๆ ทำให้เรามีสังคมที่กว้างมาจนถึงปัจจุบันได้เลยครับ แต่ให้คบทั้งหมดคงไม่ได้ เลือกเพื่อนที่เราไว้ใจมากที่สุดและคบให้นานที่สุดครับ เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการใช้ชีวิตของเราเลย

ประวัติสงครามชาวแร๊พ West Coast และ East Coast

มาเปิดประวัติสงครามชาวแร๊พ West Coast และ East Coast

ต้นกำเนิดสงครามชาวแร๊พนั้นที่จริงแล้วเริ่มมาจาก ทูพัค และ บิ๊กกี้ ทูพัคและบิ๊กกี้นั้นเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน ทูพัคมีชื่อเต็มๆว่า ทูพัค อมารู ชาเคอร์ เกิด เมื่อ 16 มิถุนายน 1971 อาศัยอยู่ที่อเมริกาที่ los angles ทางใต้ของอเมริกาจะเรียกกันว่า West  ส่วนบิ๊กกี้นั้นมีชื่อเต็มๆว่า คริสโตเฟอร์ จอร์จ ลาทอร์ วอลเลซ เกิดเมื่อ 21 พฤษภาคม 1972 ที่ New York ทางเหนือของอเมริกาเรียกกันว่า East เขาทั้งสองคนมารู้จักและสนิทกันตอนที่เข้าวงการแร๊พ หากทูพัคมีงานคอนเสิร์ดฝั่งนิวยอร์กบิ๊กกี้ก็จะชวนให้ทูพัคมานอนที่บ้านแล้วก็จะชวนกันปาร์ตี้ เช่นเดียวกันหากบิ๊กกี้มีงานคอนเสิร์ดฝั่ง ล็อดเอ็งเจอร์ลิส ทูพัคก็จะชวนบิ๊กกี้นั้นมาปาร์ตี้ที่บ้าน ทั้งสองคนสนิทกันมากจนไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เรียกว่าตัวติดกันเลยก็ว่าได้ ทั้งสองคนมีอะไรคล้ายๆกันเป็นลูกไม่มีพ่อ โตมาในสังคมที่เต็มไปด้วยยาเสพติดอยู่ในสลัม พัวพันธุ์มากับแก๊งเตอร์ตั่งแต่เด็ก ทุพัคและบิ๊กกี้นั้นรักกันมากเปรียบได้ว่าเป็นพี่น้องกันเลย แต่ทูพัคนั้นดังกว่าบีกกี้ ทูพัคนั้นก็ดันบิ๊กกี้อยู่เหมือนกันถึงกับว่าให้บิ๊กกี้นั้นขึ้นคอนเสิร์ดกับทูพัคเลยก็ว่าได้ มีนักร้องหรือชาวแร๊พทั้งหลายที่อยากจะขึ้นคอนเสิร์ดเดียวกันกับทูพัคแต่ทูพัคเลือกที่จะเอาเพื่อนรักอย่างบิ๊กกี้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ดเดียวกัน ทูพัคไว้ใจบิ๊กกี้อย่างมากเช่นเดียวกับบิ๊กกี้ที่รักและไว้ใจทูพัคมากๆในระดับนึงเลยก็ว่าได้ ทั้งสองคนคอยช่วยเหลือกันและกัน ผักดันกันจนจะให้ไปถึงฝั่งฝันให้ได้

 ตอนแรกๆที่ทั้งสองคนมีชื่อเสียงเขาทั้งสองคนก็เปรียบเสมือนเครื่องเพชรเดินได้ ที่ทั้งสองคนนั้นเปรียบเสมือนเครื่องเพชรเดินได้นั้นก็เพราะเขาทั้งสองได้อาศัยอยู่ในสลัม ทั้งสองคนก็เลยตกเป็นเป้าหมายของโจรและอันธพลานหรือแก๊งเตอร์กลุ่มต่างๆทั้งหลาย วันนึงทูพัคได้ไปรู้จักกับเฮเทนแจ๊ค เฮเทนแจ๊คนั้นเป็นลูกเศรษฐี เขาชอบปาร์ตี้กับดาราคนดึงและเสเล็ปต่างๆ เฮเทนแจ๊คเป็นคนดังระดับนึงเลยก็ว่าได้ แต่ในกลุ่มของทูพัคและหลายๆคนที่รู้จักเฮเทนแจ๊คได้เตือนทูพัคว่าให้ระวังเฮเทนแจ๊ค เพราะเค้าชอบนำความซวยมาให้อยู่เสมอ  และแล้วความซวยของทูพัคก็เริ่มมาเยือน ทูพัคนั้นดังมากๆจนใครๆก็อยากจะเข้าหา จนทูพัคได้มารู้จักกับผู้หญิงคนนึงที่ชื่อว่า อัยยาน่า แจ๊คสัน หญิงสาวอายุ 19 ปี เธอได้ไปหาทูพัคที่โรงแรม แต่โรงแรมที่ทูพัคอยุ่ไม่ได้มีแค่ทูพัคคนเดียว เหตุการณ์นั้นทำให้ทูพัคและเฮเทนแจ็คและฟูเลอร์โดนดำเดินคดี คดีร่วงระเมิดทางเพศ ซึ่ง อัยยาน่า แจ๊คสัน ให้การกับตำรวจว่าเธอไม่ได้เต็มใจเธอโดนข่มขืน ทูพัคให้การกับตำรวจว่าทูพัค

ออกมาจากที่เกิดเหตุแล้ว แต่รูปคดีไม่ได้เป็นแบบนั้น ทูพัค ระหว่างที่ทูพักต่อสู้คดีอยู่นั้นเขาได้ตั้งข้อสงใสกับ เอเทนแจ๊คและอัยยาน่า ว่าหรือสองคนนี้รวมหัวกันแกล้งทูพัค เพราะระหว่างสู้คดี ทูพัคและเฮเทนแจ๊ค ถูกแยกออกจากกันทั้งๆที่เป็นคดีเดียวกัน วันที่ 30 พฤศจิกายน 1994 ทูพัคได้ออกไปอัดเพลงที่ ฟอร์ดเล็กคอร์ตสตูดิโอ ซึ่งตอนนั้นมีกลุ่มบิ๊กกี้ได้อัดเพลงอยู่ และมีชายทั้ง 3 คนได้มาทำร้ายทูพัคและชิงทรัพย์ของทูพัคไป ระหว่างโดนทำร้ายร่างกายทูพัคก็กำลังจะชักปืนออกมาแต่ไม่ทัน ทูพัคโดนยิงไป 5 นัด หนึ่งในห้านัดนั้นได้เข้าที่อัณฑะของทูพัค  ทูพัคนั้นได้หอบสังขารตัวเองจะเข้าไปในลิฟบังเอิญพอดีที่เจอกับกลุ่มบิ๊กกี้พอดี บิ๊กกี้นั้นเป็นพวกมีอิธพลฝั่งนิวยอร์กมากเขามีเส้นสายแต่พอทูพัคถามบิ๊กกี้ว่าพอรู้จักกลุ่มที่มาทำร้ายทูพัคไหม บิ๊กกี้ดันตอบกับทูพัคว่าไม่รู้จัก นั้นจึงเป็นเหตุให้ทูพัคและบิ๊กกี้นั้นหักกันทันที และเมื่อคดีของ อัยยาน่า แจ๊คสัน ได้ตัดสินออกมา ทูพัค โดนโทษ 4 ปี แต่ทูพัคติดแค่ 11 เดือน ด้วยความช่วยเหลือของ ชูคไนร์ทีโอเล็กคอร์ด

และเมื่อทูพัคได้ออกมา เขาได้ปล่อยผลงานเพลงออกมาถึง 3 อัลบั้ม และทูพัคได้รับรางวัลที่ทูพัคเป็นนักแสดงและเพลงประกอบภาพยนตร์ รางวัลซอสอะวอร์ดและมีชูคไนร์เป็นโปรดิวเซอร์ให้ ตอนที่ชูคไนร์ไปรับรางวัลเขาได้ประกาศและเป็นชนวลให้ East Coast และ Wast Coast แตกหักกันจริงๆ เพราะชูคไนร์นั้นมองว่าทูพัคนั้นเป็นครอบครัวไปแล้ว ศตรูของทูพัคก็เหมือนศตรูของชูคไนร์.นั้นเลยเป็นสาเหตุของสงครามฝั่ง East Coast และฝั่ง Wast Coast.

         

ภาวะไร้ระเบียบ

               สภาวะไร้ระเบียบเกิดขึ้นได้หลายแบบ มีหลายแบบที่เราจะทำให้สิ่งของไร้ระเบียบ เช่น รูบิค ซึ่งมีตำแหน่งที่ยังไม่แก้ที่เป็นไปได้ถึง 43 ล้านล้านล้านล้านตำแหน่ง (43 Quintilian) แต่มีตำแหน่งที่ถูกต้องมีระเบียบแค่ 1 ตำแหน่ง เอนโทรปี ความไร้ระเบียบ เราจะบอกว่าสภาวะไร้ระเบียบเป็นสภาวะปกติของจักรวาลนี้ก็ได้ โลกสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ชีวิตเกิดขึ้นได้ โลกแตกต่างจากดาวดวงอื่นในระบบสุริยะ โลกมีอุณหภูมิที่เหมาะสมที่ทำให้เกิดความมีระเบียบของอะตอม ทำให้เกิดการจัดเรียงและก่อตัวขึ้นเป็นของแข็ง กลายเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น พืชหรือสัตว์ สภาวะของแข็งทำให้ป้องกันสิ่งต่างๆ ให้คงอยู่ได้ ไม่ถูกทำลายตามเอนโทรปี ไม่กลายเป็นสิ่งที่ไร้ระเบียบ

               ความพยายาม เป้าหมายของชีวิต มีความพิเศษตรงที่ มันเกี่ยวข้องกับจุดหมายปลางทางของชีวิต เป้าหมายของชีวิต ความพยายามไขว่คว้า การใช้พลังใช้ข้อมูลเพื่อต่อสู้กับเอนโทรปี เพื่อทำให้สิ่งต่างๆ มันเข้าที่เข้าทาง ทำให้มีความเป็นระเบียบมากขึ้น ทำให้สิ่งของมีค่า ทำให้มันยังคงมีประโยชน์ หากปราศจากความพยายาม โลกเราก็จะเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ ถ้าเราปล่อยให้คนขับฝ่าไฟแดง ถ้าเราปล่อยให้คนทิ้งขยะไม่ถูกที่ ถ้าไม่มีการใช้อำนาจ สังคมมันก็จะไร้ระเบียบ ไร้ประโยชน์ลงไปเรื่อยๆ หากปราศจากความพยายาม ถ้าไม่ช่วยกันสร้างฐานะ ไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กันแและกัน ไม่สร้างและเห็นคุณค่าของกันและกัน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองคนก็จะค่อยๆ ลดลง ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ออกแบบ ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

              หากปราศจากความพยายาม โลกเราก็จะเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ ถ้าเราปล่อยให้คนขับฝ่าไฟแดง ถ้าเราปล่อยให้คนทิ้งขยะไม่ถูกที่ ถ้าไม่มีการใช้อำนาจ สังคมมันก็จะไร้ระเบียบ ไร้ประโยชน์ลงไปเรื่อยๆ หากปราศจากความพยายาม ถ้าไม่ช่วยกันสร้างฐานะ ไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กันแและกัน ไม่สร้างและเห็นคุณค่าของกันและกัน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองคนก็จะค่อยๆ ลดลง ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ออกแบบ ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ปล่อยให้มันไร้ระเบียบลงไปทุกวัน ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราก็อยู่ในภาวะที่ไม่เหมาะสมเราต่างก็กลัวความเจ็บป่วย กลัวความตาย การเสื่อมลงของร่างกายเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง ทีมที่แตกแยก ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่พังทลาย ล้วนเป็นตัวอย่างของภาวะที่ไม่เหมาะสม เราอาจจะเจ็บป่วยและตายจากภาวะไม่เหมาะสม แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราป้องกันได้ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา สิ่งที่มันทำให้เกิดภาวะไม่เหมาะสม cr : nicetofit/ความไม่เป็นระเบียบ

ปลาสลิดทอดกรอบต้มโคล้ง

         ปลาสลิดทอดกรอบหอมๆ กับต้มโคล้งสูตรเด็ดซดน้ำกับข้าวสวยร้อนๆ ทำง่ายมากกกก เพียงแค่ใส่ทุกอย่างลงไปในหม้อ ปรุงรส เป็นอันจบ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ปลาสลิดบางบ่อ หั่นบั้งสวยๆ 4-5 ตัว
  • พริกขี้หนูเเห้ง 8-10 เม็ด
  • หอมเเดง 4 หัว
  • กระเทียม 4 กลีบ
  • ตะไคร้หั่นท่อน 2 นิ้วบุป 1 ต้น
  • ข่าหั่นแว่น 6 แว่น
  • ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
  • มะเขือเทศศรีดา ผ่าครึ่ง 3 ลูก
  • คนอร์ก้อน 1 ก้อน
  • มะนาว, น้ำปลา, น้ำตาล, เกลือ, พริกป่น และมะขามเปียกสำหรับปรุงรสตามชอบ
  • ใบกะเพราตามชอบ

วิธีทำ

  1. ปอกหอมเเดง กระเทียม ทุบหอมเเดง กระเทียมเบาๆ หั่นมะเขือเทศ ซอยข่า หั่นตะไคร้ยาวประมาณหนึ่งนิ้วทุบพอให้มีกลิ่นเบาๆ ฉีกใบมะกรูดเตรียมไว้
  2. ตั้งกระทะคั่ว หอมเเดง กระเทียม ตะไคร้ พริกเเห้ง ข่า ให้มีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น คั่วไปอ่อนพอมีกลิ่นหอมตักพักเตรียมไว้
  3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ทอดปลาสลิดลงในกระทะ จนสุกกรอบ ตักพักให้หายร้อน เเกะก้างปลาออกเตรียมไว้สองส่วน อีกส่วนนำเนื้อไปตำในครกให้ละเอียดเตรียมไว้ อีกส่วนเเกะเตรียมไว้ใส่เป็นชิ้น
  4. คั้นนำมะขามเปียก เเยกกากเตรียมไว้
  5. ตั้งหม้อใส่นำต้มให้เดือด ใส่ซุปก้อน ใส่สมุนไพรที่คั่วเตรียมไว้ในหม้อ ใส่มะเขือเทศ ใส่ปลาสลิดที่ตำไว้รอเดือด ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล เกลือ พริกป่น บีบมะนาวเพิ่มความหอม ใส่ปลาสลิดชิ้นที่เเกะไว้ลงในหม้อ ใส่ใบกะเพราแล้วปิดไฟพักรอไว้
  6. ตั้งหม้อน้ำ ลวกเส้นอุด้งจนสุก ตักพักให้สะเด็ดน้ำ
  7. ใส่เส้นอุด้งจัดใส่ถ้วย ตักราดด้วยต้มโคล้ง โรยหน้าด้วยปลาสลิด พร้อมเสิร์ฟ